Skip to main content

Post#4-293: หลงทิศเพราะอะไรหนอ?

Post#4-293:
เช้าวันนี้ ผมเรียกประชุมทีมงานหลายฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เอาจริงๆ การคุยเรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นอะไรที่น่าเบื่อและบั่นทอนมากๆ...แต่ผมก็เข้าใจเป็นอย่างดี ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ก็เพราะคนเราส่วนใหญ่นั้น มักจะสูญเสีย "เป้าหมาย" ของงานได้ง่ายดายเอามากๆ...เหมือนเดินอยู่ดีๆ แล้วดันเกิดอาการ "หลงทิศ" กระทันหัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไม "ผู้บริหาร" จึงต้องหมั่นสอบทวนและสอบทานความเข้าใจของทีมงานอยู่เสมอ

...

มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ที่ขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่เราวางเอาไว้ จะได้รับการปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง 100%

เพราะการที่ขั้นตอนต่างๆ ต้องมีอัน "เพี้ยน" ไปนั้น...ก็อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุมากมายร้อยแปดประการ

และหนึ่งในสาเหตุหลักๆ ที่ผมพบ ก็คือ การที่ทีมงานมักจะ "เอาตัวเองง่ายเข้าว่า"

...

ในขณะที่ผู้บริหารมองทีมงานแต่ละฝ่ายเป็นกลไกที่เชื่อมโยงกัน...แต่ทีมงานจะมองเห็นหรือเข้าใจเฉพาะส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น

เมื่อรู้สึกว่า ทำแบบนี้ง่ายหรือสะดวกกับตัวเองมากกว่า...บ่อยครั้งและมากหน พวกเค้าจึงเปลี่ยนแปลงนโยบายการทำงาน, ขั้นตอนการทำงาน หรือแม้กระทั่งวิธีการทำงาน โดยไม่ได้ปรึกษาเราหรือฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาจจะเกิดจากที่ไม่ทันคิด, คิดไปไม่ถึง หรือรู้ทั้งรู้แต่ก็ไม่ยี่หระ...ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

...

การต้องทำความเข้าใจร่วมกันบ่อยๆ จึงเปรียบเสมือนการปรับ "หางเสือ" ของทุกฝ่ายให้ไปในทิศทางเดียวกัน

และมันสำคัญที่ต้องรู้ให้ได้ว่า สาเหตุที่งานนั้น "เพี้ยน" ไป เกิดจากอะไร เพื่อที่จะแก้ไขได้ตรงจุด

ถ้าเกิดขึ้นเพราะไม่ทันคิด...เราจึงต้องอธิบายให้เค้าเข้าใจ ว่าผลกระทบที่เค้าทำลงไป ส่งผลอะไรบ้าง

ถ้ามันเกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง...ก็อาจถึงเวลาที่เราอาจจะปรับปรุงขั้นตอนการทำงานเสียใหม่

ถ้าเกิดขึ้นเพราะเค้าไม่แยแสฝ่ายอื่นๆ...ก็อาจต้องปรับทัศนคติเสียใหม่ และถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็คงต้องเชิญให้เค้าลงจากเรือ

...ตราบเท่าที่ เราทำงานร่วมกับคนมากกว่า 2 คน ขึ้นไป...เราก็ไม่อาจจะละเลยเรื่องการ "ปรับหางเสือ" แบบนี้ล่ะครับ...

#NoteToSelf: 

  • แม้ว่าผลการทำงานแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกไม่ต่างจาก "เดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 2 ก้าว"...แต่ถ้าไม่ปรับหางเสือบ่อยๆ เราอาจเดินหน้าไม่ได้สักก้าว
  • ถูกต้องที่ว่า การทำงานย่อมต้องมีข้อผิดพลาด...แต่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจกับผิดพลาดโดยจงใจนั้น มีเงื่อนไขในการอภัยต่างกัน และมีบทลงโทษต่างกัน
  • แค่รู้ว่าตัวเองผิดยังไม่พอ, ต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองจากความผิดพลาดด้วย

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...