Skip to main content

Post#4-281: สิ่งที่ไม่ถนัด

Post#4-281:
เป็นเรื่องที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ว่าคนเรามีทั้งเรื่องที่ถนัดกับไม่ถนัด...แต่อะไรล่ะที่เป็นสาเหตุที่เราถนัดกับบางเรื่อง หากแต่ไม่ถนัดเอาเลยกับบางเรื่อง?

ผมก็ออกจะเห็นด้วย ว่าเราน่าจะเกิดมาพร้อมกับ "Gene" ที่เอื้อให้เราถนัดกับบางเรื่องเหนือกว่าเรื่องอื่นๆ

ยังไงก็ตาม...พระเจ้าก็ยังให้โอกาสเราในการพัฒนาบางเรื่องที่เราไม่ถนัด ผ่านกลไกที่ชื่อว่า "การฝึกฝน"

...

แปลว่า เรื่องไหนก็ตามที่เราไม่ถนัด...เราจึงควรหมั่นฝึกฝนทำซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ เพราะเมื่อทำซ้ำบ่อยๆ เราจะเกิดความชำนาญ แปลงจากความไม่ถนัดเป็นถนัดได้ในที่สุด

ส่วนเรื่องไหนที่เราถนัดอยู่ก่อนแล้ว ก็หาใช่ว่าเราจะสามารถละเลยการฝึกฝนไปเสีย...เพราะจากถนัดก็อาจจะกลายเป็นถนัดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ที่ถูกแล้ว เราจึงต้องแปลงความไม่ถนัดเป็นความชำนาญ...ส่วนเรื่องที่ถนัดหรือชำนาญอยู่แล้ว เราก็ควรจะยกระดับให้มันกลายเป็นความเชี่ยวชาญ

และจะดีมาก หากเราพัฒนาจนเชี่ยวชาญในระดับที่กลายเป็น "แถวหน้า" ในเรื่องนั้นๆ

...

พรสวรรค์ใดๆ ที่ถูกขัดเกลาจนเยี่ยมยอด อาจจะกลายเป็น Personal Competency ที่นำไปต่อยอดให้กลายเป็นอาชีพได้โดยง่าย

เมื่อได้ทำในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ เราจะไม่รู้สึกว่ามันยาก...และเมื่อมันไม่ใช่งานยากสำหรับเรา มันจึงเป็นการทำงานที่น่ารื่นรมย์

...และเมื่อใดที่ได้ทำงานที่น่ารื่นรมย์ เมื่อนั้นเราก็จะเข้าสู่โลกของ "การไม่ต้องทำงาน" อีกเลย จนตลอดชีวิต...

#NoteToSelf: 

  • สูงสุดของความสุดยอดแห่งการทำงาน ก็คือ การที่เรากำลังทำงานโดยไม่ได้รู้สึกเลยว่า กำลังทำงานอยู่
  • จงเร่งขัดเกลาความไม่ถนัดให้เป็นความชำนาญ และยกระดับเรื่องที่ถนัดให้เป็นความเชี่ยวชาญ...และเมื่อทำได้ เราก็จะ "ไร้พ่าย"
  • "ไม่ถนัด" กับ "ไม่คิดจะถนัด" นั้น ต่างกันมาก...และผลลัพธ์ที่จะมากระทบกับชีวิตก็จะต่างกันมากเช่นกัน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...