Skip to main content

Post#4-286: มังกรสร้างชาติ

Post#4-286:
ช่วงนี้ชีพจรลงเท้า ทำให้วันนี้ผมพบตัวเองอยู่ที่เมืองแห่งหนึ่งในประเทศจีน เพื่อมาเยี่ยมชมและประชุมแผนธุรกิจกับโรงงานต่างๆ

แม้ว่าห้างร้านและบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน จะพัฒนาขึ้นกว่าในอดีตมากแล้วก็ตาม...แต่ส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี

หลักๆ แล้ว เราก็ยังคงต้องใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสารและเจรจากับคู่ค้าชาวจีนอยู่ดี

...

หลายๆ คนมักมีทัศนคติต่อคนจีนและสินค้าจีนไปในทางลบ...แต่ที่จริงแล้ว คนจีนที่มีความเป็นมิตรและตรงไปตรงมาก็มี และที่ตุกติกตามที่เราได้ยินกันมา ก็มาก

เช่นเดียวกับสินค้าของจีน...ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ยังนึกไม่ออก ว่าในชีวิตประจำวันทั่วไป เราจะหลีกหนีการใช้สินค้าที่มาจากจีนได้ยังไง?

เพราะจีนได้ชื่อว่าเป็น "Factory of the World"...แปลว่า แทบทุกประเทศในโลก จะต้องมีสินค้าจีนไปจำหน่าย

ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า ตั้งแต่ของ High End อย่าง iPhone ไปจนถึงตะกร้าพลาสติกราคาไม่ถึง 10 บาท

คุณภาพสินค้าจากจีนจึงไม่ต่างจากคุณภาพของคน...ที่คละเคล้าปนเปทั้งถูกไปถึงแพง แย่ปนเปกับดี...ซึ่งก็เช่นเดียวกับสินค้าและคนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

...

เมื่อมองประเทศจีนและคนจีน จึงต้องมองแบบแยกส่วน...อย่าไปเหมารวม...นักท่องเที่ยวจีนอาจจะโวยวายและขาดกาลเทศะไปบ้าง แต่ไม่ใช่คนจีนทุกคนเป็นแบบนี้

ยิ่งได้มีโอกาสรู้จักกับประเทศนี้และนิสัยที่ดีบางอย่างของคนจีน...ผมยิ่งมั่นใจ ว่าจีนจะยังคงความเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ไปได้อีกนานแสนนาน

ผมไม่เชื่อว่า การที่จีนก้าวขึ้นไปเป็นมหาอำนาจโลกได้นั้น จะเกิดจากเพียงเพราะมีผู้คนมากมาย หรือมีอาณาเขตที่ใหญ่โต

หากแต่ต้องมีกลไกในการปกครองและสร้างชาติ...ให้จีนกลายเป็น "พญามังกร" ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

...ไม่ว่าใครจะวิเคราะห์ว่า กลไกที่ว่าคืออะไรก็ตาม...เราก็ควรจะเอา "เยี่ยง" ที่ดี มาปรับใช้กับประเทศของเราบ้าง...

#NoteToSelf: 

  • สินค้าจากจีนมีหลายเกรด...ถ้าซื้อของถูกแล้วคาดหวังว่ามันจะต้องดี แล้วจะไปเหมาว่าสินค้าจีนแย่ทั้งหมด ก็คงไม่เป็นธรรม
  • เราไม่ชอบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนบางคน...คนญี่ปุ่นก็ไม่ชอบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยบางคนเช่นกัน
  • อะไรที่ทำให้มังกรสร้างชาติ...จากติดลบจนกลายมาเป็นมหาอำนาจได้...น่าค้นหาและเอาเยี่ยงเสียจริง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...