Skip to main content

Post#5-002: เราคบเพื่อนหรือคบเงินของเพื่อน?

Post#5-002:
ผมเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบใคร...เท่าๆ กับที่ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ...ซึ่งนี่เป็นกฎหนึ่งที่ผมใช้ในการคบเพื่อนมาตลอด

เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ...ผมชอบที่จะใช้วิธีแชร์กันมากกว่า เพราะผมรู้สึกว่า มัน fair ดี 

แต่ถ้าวันไหน ผมรู้สึกว่า ผมดื่มหนักหรือสั่งเยอะกว่าเพื่อนๆ...ผมก็ไม่เคยลังเลที่จะจ่ายทั้งหมดหรือควักเงินมากกว่า

...

ด้วยความที่คุยกับคนรุ่นเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่อง...จึงทำให้ผมมีเพื่อนต่างวัยเยอะ

เพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพหลายๆ ท่าน ก็มักไม่ค่อยให้น้องๆ ออกเงิน เวลามา relax ด้วยกัน...

ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ที่อยากดูแลน้อง...แต่ก็ทำให้ผมอึดอัดและไม่ค่อยอยากนัดเจอ ก็เพราะเกรงใจ

กับเพื่อนรุ่นน้อง...ผมก็มักจะเป็นคนควักกระเป๋าเลี้ยงหรือจ่ายมากกว่าด้วยความเต็มใจเช่นกัน...ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ไปทำให้ใครอึดอัดใจบ้างรึเปล่า?

...

ที่แชร์เรื่องนี้ ก็ด้วยผมคิดว่า จริงๆ มันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามหรือไม่ทันนึกถึง

เพราะการจะคบกันเป็นเพื่อน...ก็ไม่ควรที่จะคิดว่า "อะไรก็ได้" หรือ "ยังไงก็ได้"

ผมเชื่อว่า ถ้ารักจะเป็นเพื่อนกัน ก็ควรคบกันด้วยความเกรงใจซึ่งกันและกัน...และการที่เราต่างก็มีความเกรงใจให้กัน ก็น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คบกันได้นาน

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงินนะครับ...เรื่องอื่นก็ต้องระวังด้วย

เอาแต่ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน..แต่ไม่เคยช่วยเหลือเพื่อน รึเปล่า?

หลายปีผ่านไปไม่เคยติดต่อกัน...ติดต่อมาทีไร เอาเรื่องเดือดร้อนมาให้ทุกที แต่ทีมีเรื่องดีๆ ไม่เห็นเคยนึกถึง?

...

แน่นอนว่า ถ้ามันเป็นเรื่องไม่หนักหนาหรือบ่อยจนเกินงาม...ผมก็มักจะยอมเสียเปรียบเล็กน้อย เพื่อรักษามิตรภาพเอาไว้

แต่ถ้าคนที่เราคิดว่าเป็น "เพื่อน" ไม่ได้เห็นเราเป็น "เพื่อน"...ผมก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะคบเค้าทำไม?

ถ้าใครเผลอเรอเอาเปรียบเพื่อนโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆ...ผมว่า คงต้องลองทบทวนตัวเองดูบ้าง

...ว่าตกลงเราคบเพื่อน หรือคบเงินของเพื่อน?...

#NoteToSelf: 

  • โบราณถึงสอนว่า "เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก"...ดังนั้น รักจะเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องดูแลกัน ไม่ใช่จ้องจะเอาเปรียบกัน
  • จงอย่าลืม ว่าใครที่โผล่มาตอนที่เราย่ำแย่ และใครที่โผล่มาเฉพาะยามเรามั่งมี
  • สำหรับลูกน้อง และอดีตลูกน้องนั้น ไม่นับรวม หรือเรียกว่าเอาเปรียบ...เจ้านายทุกคนเต็มใจดูแลลูกน้องอยู่แล้ว

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...