Skip to main content

Post#5-010: เจ้านายผมมันห่วย vs ลูกน้องผมมันไม่ได้เรื่อง

Post#5-010:
สมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ...ยังเป็นพนักงานตำแหน่งเล็กๆ ก็มักจะส่ายหัวเวลาที่เจ้านายสั่งงานที่ไม่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้

เอาจริงๆ...มันก็มองได้จาก 2 มุม

คือหนึ่ง...ความสามารถของเราไม่ถึง จึงแปลงคำสั่งเป็นแผนปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ก็เข้าใจคำสั่งได้ไม่ดีพอ

กับสอง...คือเจ้านายนั่นแหละที่สั่งให้ทำอะไรที่เป็นไปไม่ได้, สั่งงานไม่รู้เรื่อง หรือไม่เจ้านายก็คงเข้าใจคำสั่งของนายที่เหนือขึ้นไปไม่ดีพอ

...

ก่อนจะโทษนาย...เราลองประเมินตัวเราเองอย่างเป็นธรรมก่อนมั๊ยครับ?

ว่างานที่ไม่สามารถลงมือทำได้น่ะ...จริงๆ แล้วเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่

ถ้าเราฟังคำสั่งแล้วไม่เข้าใจ...ทำไมเราไม่ถามจนกว่าจะกระจ่าง?

ถ้าเราเข้าใจคำสั่งดีแล้ว...และรู้ว่าลำพังตัวเราเองไม่สามารถปิดงานได้ ทำไมเราไม่อธิบายให้นายฟัง?

...


สำหรับน้องๆ ที่เริ่มทำงานใหม่...ผมเตือนไว้ก่อนเลยครับ

ก่อนจะรับงานมาทำ...เรายังพอจะต่อรองได้ 

แต่หลังรับปากทำงานแล้ว จะไปต่อรองนั่น นู่น นี่ น่ะ...มันไม่ใช่วิสัยมืออาชีพ

...

ส่วนเจ้านายมือใหม่ก็ต้องดูตัวเองเหมือนกันนะครับ

เราแน่ใจแล้วใช่มั๊ย...ว่ามอบงานเหมาะสมกับความสามารถของลูกน้องแล้ว?

ถ้ารู้แต่แรก ว่าน้องยังมือไม่ถึง แต่เราอยากจะฝึกหรือให้โอกาส...ทำได้ครับ แต่เราต้องคอยเป็น "พี่เลี้ยง" อยู่ด้วย

"สั่งงาน" กับ "ผลักงาน" น่ะ...งานไปอยู่ที่น้องเหมือนกันก็จริง แต่ผลลัพธ์ยังอยู่ที่ตัวเรานะครับ อย่าลืมเสียล่ะ!

ถ้าตัวเรายังไม่เข้าใจนโยบายผู้ใหญ่ หรือคำสั่งจากระดับที่เหนือขึ้นไป ดีพอ...ก็จงย้อนไปอ่านในส่วนของลูกน้องอีกที

แต่ถ้าเป็นเพราะรู้ตัวว่า ตำแหน่งที่ได้มา มาจากการสอพลอหรือเส้นเข้ามา...แล้วยังไม่คิดสำนึกปรับปรุงให้ตัวเองเก่งขึ้น...

ก็ขอให้โชคดีครับ...เพราะน้องๆ ที่เก่งๆ ก็คงจะข้ามหัวเราขึ้นไปสักวัน

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง...ก่อนจะโทษคนอื่น ก็จงดูตัวเองให้ถ่องแท้ก่อน

...โทษคนอื่นน่ะง่าย แต่ผลที่ได้ก็คือเราหยุดอยู่กับที่ แต่โทษตัวเองไว้ก่อนน่ะดี เพราะผลที่ได้ก็คือเราไม่หยุดพัฒนา...

#NoteToSelf: 

  • โทษแต่ลูกน้องว่าห่วย...เราน่ะเองที่ห่วยกว่าลูกน้อง
  • โทษแต่นายว่าแย่...แน่ใจใช่มั๊ย ว่าเราจะโตไปเป็นนายที่ดี?
  • จำไว้เถิดว่า ถ้าคิดจะเป็นลูกน้องห่วยๆ เราก็จะไม่มีวันเป็นนายที่ดีได้
  • และจำไว้เถิดเอย ถ้าคิดแต่ว่าลูกน้องเรามันห่วย เราก็เป็นได้แค่เจ้านายในตำแหน่ง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...