Skip to main content

Post#5-011: ชอบ "นวด"

Post#5-011:
มีใครชอบ "นวด" เพื่อคลายเมื่อยบ้างมั๊ยครับ?

สารภาพด้วยการชูมือสูงๆ สองมือเลยครับ ว่าผมก็ชอบ...ค่าที่ว่า ตอนที่กำลังถูกนวดและหลังนวดนี่ มันช่างสบายเนื้อสบายตัวเสียนี่กระไร

อย่าพึ่งว่าอะไรผมนะครับ...ถ้าผมจะหักมุมสรุปว่า เอาจริงๆ การเสพติดการ "นวด" มากเกินไป...ก็อาจเป็นหนึ่งในตัวชี้ว่า เรายังไม่หลุดจากการเป็นพวกชอบ "แก้ปัญหาปลายเหตุ"

...

ทำไมเราถึง "เมื่อย"?

ทำงานมาก, ออกกำลังมาก, ออกแรงมาก, เดินมาก และอีกสารพัดสาเหตุ

แล้วทำยังไงถึงจะหายเมื่อยล่ะ?

ก็ต้องนวดสิ!

เอาจริงๆ...ใช่หรือเปล่าหนอ ว่าต้องนวด?

...

ถ้าอยากจะทำงาน, ทำกิจกรรม, ทำอะไรก็แล้วแต่ที่ใช้กล้ามเนื้อได้โดยไม่เมื่อยง่ายหรือเหนื่อยเร็ว...เราก็ควรต้องทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและยืดหยุ่นไปพร้อมๆ กัน

ไม่ใช่มัวแต่คิดว่า "นวด" เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะใช้แก้เมื่อย

นี่เองที่ผมคิดว่า "การนวด" อาจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า เรายังยึดติดอยู่กับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

อะไรนะครับ?

ผมคิดมากไป นวดก็เพราะอยากนวด ก็แค่นั้นเอง...

อืมม...ก็อาจจะจริงครับ ^^

...

ยิ่งนวด ก็ยิ่งผ่อนคลาย...

ยิ่งผ่อนคลาย ก็ยิ่งขี้เกียจ...

ยิ่งขี้เกียจ ก็ยิ่งอยากหย่อนตาหลับ...

ยิ่งนอนขี้เกียจ กล้ามเนื้อก็ยิ่งอ่อนแอ...

ยิ่งกล้ามเนื้ออ่อนแอ ยิ่งออกแรงมากไม่ไหว...

ยิ่งออกแรงมาก ยิ่งเมื่อยมากเพลียมาก...

ยิ่งเมื่อยมาก ยิ่งติดนวด...

แล้วมันก็วนไปครับ

...

เมื่อเราเคยชินกับวัฎจักรในการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบไหน...มันก็จะกลายเป็นการโน้มน้าววิธีคิดของเราให้เป็นไปในทางนั้น

ดังนั้น...จงอย่าปล่อยให้ความเคยชินทำให้เราละเลยไม่พิจารณาการใช้ชีวิต

...และจงเท่าทันชีวิตปัจจุบัน ว่ามันกำลังจะนำเราไปสู่อนาคตแบบไหน...

#NoteToSelf: 

  • ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะน่าจะเกือบทุกคนบนโลก...ชอบสบาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเท่าทันว่าการยึดติดกับความสบายจะนำไปสู่ความลำบาก
  • แค่เรื่องนวด...ไม่เห็นต้องคิดมาก...ก็น่าจะจริง / แค่ไม่ออกกำลังกาย...ไม่เห็นต้องกังวล #ใช่เหรอ?
  • ทุกคนรู้ว่า ป้องกันดีกว่าแก้ไข...แต่ไม่ใช่ทุกคนทำ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...