Skip to main content

Post#5-019: ครบเครื่องพอมั๊ย?

Post#5-019:
หัวค่ำที่ผ่านมา เพื่อนชาวต่างชาติชวนผมไปทานข้าว...หลังจากคุยงานกันเสร็จ

ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนผมบ้างมั๊ย?...คือเวลาเพื่อนต่างชาติถามว่า ควรไปทานร้านไหนที่อร่อยและบรรยากาศดี...แล้วเราตอบเค้าไม่ได้

ด้วยความที่ผมให้ความสำคัญกับรสชาติของอาหาร มากกว่าบรรยากาศของร้าน...ผมจึงไม่เคยที่จะตอบคำถามของเพื่อนต่างชาติได้

...

แม้ว่าหลักๆ รสชาติอาหารจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราอยากไปอุดหนุน...แต่ผมก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ว่าบรรยากาศร้านที่ดีๆ ก็ช่วยชูรสอาหารให้ดีขึ้นได้อีกระดับ

ถ้าไม่ใช่ร้านที่เก่าแก่มานานจนติดลมบน...ก็น่าจะพอทำนายได้ว่า แม้จะมีอาหารอร่อย แต่หากมีการบริการและสภาพร้านแย่...ก็น่าจะยืนระยะได้ลำบาก

สรุปว่า มี “จุดขาย” เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ...แต่ควรต้องมี “ส่วนเพิ่ม” เพื่อสร้างให้ “จุดขายหลัก” แสดงคุณค่าได้โดดเด่นขึ้นด้วย

...

ชีวิตจริงของคนเรา ก็คล้ายกันครับ

หากอยากจะก้าวหน้าในงาน...ใช่ว่าเราจะใช้ “ความเก่งงาน” เพียงอย่างเดียวได้

แต่ควรจะเสริมความโดดเด่นของตัวเราด้วย “ความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี”, “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” รวมไปถึงคุณลักษณะอื่นๆ ด้วย

“เก่งแต่งาน” จึงไม่มีทางรุ่ง...ในทำนองเดียวกัน “ดีอย่างเดียว” ก็ยากที่จะก้าวหน้าได้

จะกลายเป็นร้านอาหารยอดนิยม...จึงต้องทั้งอร่อย, บรรยากาศดี และมีราคาเหมาะสม

...ดังนั้น หากอยากจะให้ชีวิตก้าวหน้า...ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว...เราจึงต้องเสริมตัวเราให้มีความ “ครบเครื่อง” นั่นยังไง...

#NoteToSelf: 

  • ไม่จำเป็นต้องดีเป็นที่สุดในทุกเรื่อง...แต่ต้องทำทุกเรื่องให้ดีที่สุดเท่าที่ทรัพยากรของเราอำนวย
  • เก่งงานที่สุด แต่ไม่เก่งคนและไร้ซึ่งความดี...ก็อย่าแปลกใจเลย ถ้าชีวิตจะไม่ก้าวหน้า
  • ต่อให้เราเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก...ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดโนโลก...คิดออกมั๊ย ว่าเพราะอะไร?

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....