Skip to main content

Post#4-321: ความระทมของ "คนขาย"

Post#4-321:
ทุกวันนี้ ผมทำธุรกิจโดยมีสถานะเป็นทั้ง "คนซื้อ" และ "คนขาย"...จึงทำให้เข้าใจวิธีคิดและความลำบากของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่า ฝ่ายที่น่าเห็นใจมากกว่า ก็คือ "คนขาย"...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจนั้น ไม่ค่อยจะเป็นใจนัก

"คนขาย" จึงมักต้องทนกล้ำกลืนฝืนใจกับสารพัดประดาเรื่อง...ซึ่งบ่อยครั้ง "คนซื้อ" หรือ "ลูกค้า" ก็อาจจะทำเกินไปบ้าง

...

ใครเจอสภาพการณ์ที่เจอ "ลูกค้า" ทำอะไรที่ "ไม่น่ารัก" ใส่...ผมไม่มีอะไรจะแนะนำไปมากกว่า "จงอดทน"

เพราะนี่คือ "ชีวิตจริง" ของการทำธุรกิจ...ที่บ่อยครั้งเหลือเกิน เราก็ไม่อาจจะเลี่ยงได้

ดังนั้น เมื่อเจอความไม่น่ารักของลูกค้า...ขอให้เรานับหนึ่งถึงสิบ เลือกตอบโต้ด้วย "เหตุผล" ไม่ใช่ "อารมณ์"

ถ้ามันเหลืออดเอาเสียจริงๆ...ยังไงก็ขอให้คุมไว้ในระดับที่ "เหตุผล" ยังคงมี % share ที่มากกว่า "อารมณ์" ให้ได้

...

ยามเมื่อบรรยากาศคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น...ลูกค้าที่ทำอะไรไม่น่ารักลงไป (เพราะอารมณ์ชั่ววูบ) ก็มักจะได้สติ และนึกละอายในความไม่น่ารักของตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าก็จะนึกถึง "ความน่ารักของเรา" ที่ไม่ "ปะทะ" กับเค้า จนทำให้สถานการณ์ต้องบานปลายไปยกใหญ่

ขอให้ผู้ขายและผู้ซื้อทุกคน โปรดจงระลึกไว้ครับ...ว่าเหตุผลที่ถูกและควร จะยังคงถูกต้องเสมอ ไม่ว่าอารมณ์จะโดนผันผวนไปอย่างไรก็ตาม

...หากแต่อารมณ์ชั่ววูบของเรา อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ดีๆ ที่มีต่อกัน ต้องเกิดรอยร้าวขึ้น...แม้จะไม่ถึงกับ "แตก" แต่ก็ทำให้เกิด "ตำหนิ" โดยไม่ควรเลย...

#NoteToSelf: 

  • จงรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง เมื่อต้อง deal กับลูกค้าที่ไม่น่ารัก...นี่เป็นธรรมชาติปกติของลูกค้า
  • ผู้ซื้ออาจทำตัวไม่น่ารักได้หลายหน...แต่ผู้ขายไม่อาจทำตัวไม่น่ารักได้บ่อยๆ
  • เวลาผู้ขายเจออะไรที่มันเกินไป ก็ไม่ได้ห้ามโกรธ แต่จงคุมความโกรธให้อยู่ในความพอเหมาะพอสม และเลือกตอบโต้อย่างมีสติ
  • ผู้ซื้อที่ดี ควรต้องเตือนตนและระลึกถึงวันที่เคยเป็น หรืออาจจะต้องไปเป็นผู้ขายบ้าง

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....