Skip to main content

Post#4-315: ของขวัญจากผู้ใหญ่

Post#4-315:
ความรู้สึกพิเศษหนึ่งที่ผมชมชอบเป็นพิเศษ ก็คือ ความรู้สึก ณ เวลาที่นำเสนอ idea แล้ว...ได้รับการยอมรับ

เช่นเดียวกับเช้านี้...ที่ผมได้รับโอกาสให้เข้าพบผู้บริหารระดับสูง 2 ท่าน ขององค์กรระดับแสนล้านแห่งหนึ่ง เพื่อนำเสนอ idea ในการทำ project ใหม่ๆ

ผมโชคดีที่ นอกจากท่านจะกรุณาชื่นชมและให้กำลังใจแล้ว...ก็ยังแสดงข้อคิดเห็นและให้คำแนะนำที่ผมสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย

...

ไม่ว่าเราจะมีศักยภาพในตัวมากเพียงใดก็ตาม...หากเราไม่มี "เวที" เราก็จะไม่มีวันได้แสดงฝีมือ

เปรียบเสมือนเพชร ที่แม้จะมีการเจียระไนดีเพียงใด...หากเมื่อไร้แสงส่อง ก็มิอาจจะเปล่งประกายฉายแสงอันงดงามได้

นั่นเองครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า นี่เป็นความรู้สึกอันแสนพิเศษ...ความรู้สึกที่เรารู้สึกว่า เรามีค่าและได้รับการยอมรับ

...

ยิ่งผู้ใหญ่ให้กำลังใจและเปิดโอกาสให้แสดงฝีมือ...ผมยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เพราะผมซาบซึ้งดีว่า การที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสกับใครนั้น ท่านเองก็เอา "ความเชื่อมั่นในตัวเอง" ของท่าน มาฝากให้เราดูแลด้วยเช่นกัน

ไม่รู้สิครับ...ใครอาจจะมองว่าความไว้เนื้อเชื่อใจที่ท่านมีให้ เป็น "แรงกดดัน" ก็ได้...ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้มองว่า เป็น "แรงผลักดัน" ก็ได้เช่นกัน

แม้ว่าทุกความพยายามอาจไม่ได้หมายถึง การการันตีความสำเร็จแบบ 100%

แต่ผมก็อยากที่จะพิสูจน์ให้ท่านเห็นเหลือเกินครับ...

...ว่าความสำเร็จใดๆ ก็คงไม่พ้นความพยายาม หากว่ามีผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส พร้อมจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง...

#NoteToSelf

  • "โอกาส" นับเป็นของขวัญที่พิเศษสุดสิ่งหนึ่ง ที่ผู้ใหญ่พึงมีให้กับผู้น้อย
  • และผู้น้อยก็ควรมอบของขวัญตอบแทนความไว้วางใจของท่าน ด้วยการมุ่งมั่นและทุ่มเทให้เต็มที่ นั่นเอง
  • ความคาดหวัง อาจเป็นได้ทั้ง "แรงกดดัน" และ "แรงผลักดัน"...ซึ่งมันก็อยู่ที่มุมมองของเรา

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....