Skip to main content

Post#4-300: รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

Post#4-300:
แม้ว่าผมจะตามใจลูกสาวไปเสียทุกเรื่องเสียเป็นส่วนมากก็ตาม...แต่ก็ใช่ว่า เรื่องที่ผม "ไม่ยอม" จะไม่มี

เอาจริงๆ ผมก็เป็นคนค่อนข้าง "หัวโบราณ" ในการเลี้ยงลูก แม้ว่าจะยอมรับในแนวทางการเลี้ยงลูกสมัยใหม่อยู่บ้าง

บางเรื่องที่ลูก "ทำผิด"...ผมก็ไม่ลังเลที่จะลงโทษ และถ้าจำเป็นจะต้องลงโทษ ก็รับรองได้ว่า ลูกผมจะต้อง "หลาบจำ" กับการลงโทษ ชนิดที่ว่า จะไม่มีการผิดเรื่องเดิมเป็นการซ้ำสอง

บางครั้ง ผมก็ขัดใจลูกโดยไม่มีเหตุผลเอาดื้อๆ...ด้วยต้องการสอนให้ลูกมี "ภูมิต้านทานสังคม" เพราะชีวิตจริง เราอาจถามหาความยุติธรรมไม่ได้

รวมความแล้ว แนวทางหลักที่ผมใช้สอนลูก ก็คือ "คนเราอยู่ในสังคม โดยไม่มีกฏกติกาไม่ได้" และ "โลกนี้มิได้เป็นไปตามที่เราต้องการทุกครั้ง ชีวิตจึงต้องเจอความผิดหวังบ้าง"

...

ที่แชร์มาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่จะมาอวดอ้างเป็น Guru ผู้ชำนาญการเลี้ยงลูก แต่อย่างใดหรอกนะครับ

ผมแค่อยากจะบอกว่า การเลี้ยงลูกไม่ได้เป็น "เรื่องเฉพาะครอบครัว" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

แต่มันคือความรับผิดชอบต่อสังคมอย่าง "มีนัยสำคัญ" ต่างหาก

...

ถ้าจะเปรียบ "เด็ก" ว่าคือ "ผ้าขาว" ที่เราจะแต่งแต้มเติมสีสันใดๆ ลงไปก็ได้...ผมก็ต้องถามหน่อยล่ะครับ ว่าเราจะเติมสีอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องแคร์โลก ใช่มั๊ย?

พิจารณาตามให้ดีๆ นะครับ...ผมไม่ได้บอกว่า ห้ามเลี้ยงลูกให้แตกต่างหรือเป็นตัวของตัวเอง

เพียงแต่ "ความแตกต่าง" ที่เราคิดจะสร้างให้ลูกเป็นนั้น จะต้องไม่ทำให้เค้ากลายไปเป็น "คนสร้างความแตกแยก" ในสังคม

...

ไม่เฉพาะกับ "ลูก" นะครับ...แต่กับการดูแล "ลูกน้อง" ก็เช่นกัน

อย่าไปให้ท้ายหรือส่งเสริมให้พวกเค้าไประรานหรือรังแกชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภายในองค์กร หรือนอกองค์กร ก็ตาม

อย่าให้อภัยพวกเค้า...หากรู้ดีว่า การให้อภัยโดยไม่ทำให้พวกเค้าสำนึก จะกลับกลายมาทำร้ายตัวเค้า, ตัวเรา และองค์กร ในภายหลัง

...ทบทวนดูให้ดีครับ...บางที เราอาจจะไม่รู้ตัว ว่าเรากำลังเป็น "พ่อแม่รังแกฉัน" อยู่ ก็เป็นได้...

#NoteToSelf: 

  • สอนลูกและลูกน้องให้ "แตกต่าง" ไม่ใช่สอนพวกเค้าให้ "แตกแยก"
  • สุภาษิต "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ยังคงเป็นจริงและใช้ได้เสมอ
  • การรักลูก ไม่ใช่ประคบประหงม หรือเอาใจจนเสียคน แต่ต้องประคับประคอง และสอนให้ลุกขึ้นอย่างแข็งแรงเมื่อผิดพลาด

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...