Skip to main content

Post#4-327: เปลี่ยนแปลงความไม่เปลี่ยนแปลง

Post#4-327:
ผมพึ่งจบจากการไปคุยงานกับเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง เมื่อไม่เกินชั่วโมงที่ผ่านมานี้เองครับ

นับเป็นการใช้เวลาเช้าวันอาทิตย์ที่แปลกไปกว่าชีวิตปกติไปมาก...แต่ต้องบอกว่า "คุ้มค่า" เอามากๆ

ที่ว่า "คุ้มค่า" ก็เพราะธุรกิจของรุ่นพี่ท่านนั้น กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจาก Sole Proprietor ไปเป็น Structured Company

นั่นก็แปลว่า ผมยังมีโอกาสช่วยให้รุ่นพี่ท่านนั้น ได้ปรับปรุงเพื่อความเติบโต, มั่งคั่ง และยั่งยืน ของตัวเอง

...

ผมทำงานกับ Sole Proprietor มามาก...มากจนพอสรุปได้ว่า การจะทำให้ Sole Proprietor ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองให้ออกจาก Comfort Zone เดิมๆ ได้น่ะ...ก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของ จะ "ตระหนัก" ถึง "ภัยคุกคาม" ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่หรือไม่?

ถ้ายังรู้สึกว่า ตัวเองยังอยู่ได้สบายดี...แบบนี้ ยากครับ ที่จะทำ Transition ได้ เพราะสุดท้าย องค์กรก็จะกลับไปเป็นแบบเดิมๆ อีก

แต่ถ้ารู้สึกแล้ว ว่าการเป็น "One Man Show" นั้น ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง...แบบนี้ ก็มีโอกาสสูง ที่องค์กรจะมีอายุยืนยาวกว่าเจ้าของ

...

เมื่อเจ้าของยอมรับแล้ว ว่าการบริหารองค์กรแบบเดิมๆ คือความเสี่ยง...ก็จะเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

ยิ่งรู้ว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะทำให้ตัวเอง "แข่งขัน" ได้ดีขึ้น...ก็ยิ่งยินดีที่จะปรับเปลี่ยน รวมไปถึงเคี่ยวเข็ญให้คนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

ดังนั้น ใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องของ "การเปลี่ยนแปลง" หรือ "ปรับเปลี่ยน" เรื่องเดิมๆ, สิ่งเดิมๆ หรือวิธีเดิมๆ จึงต้องจำไว้ให้ดีครับ

...ว่า การทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้น "เข้าใจ" อย่างเดียว ยังไม่พอ...แต่ต้องทำให้ "ยอมรับ" ด้วย...

#NoteToSelf: 

  • บ่อยครั้ง การปรับเปลี่ยนที่ไม่สำเร็จ ไม่ได้เกิดจาก "ความเข้าใจ"...หากแต่เกิดจาก "การทำใจ" ต่างหาก
  • การเปลี่ยนแปลง คือ "ยาขม" ที่จำใจต้องฝืนกลืน...แต่เป็นยาดีที่จะช่วยให้ร่างกายหายจากป่วยไข้
  • การเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงต้องเริ่มจาก การปรับเปลี่ยน "จิตใจที่ไม่ต้อนรับการเปลี่ยนแปลง" ให้ได้เสียก่อน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...