Skip to main content

Post#4-305: ผลอยหลับผิดเวลา

Post#4-305:
น่าจะเป็นเพราะพักหลังๆ มานี้ ผมกรำงานหนักเอาการ...เลยทำให้เกิดอาการ "นอนน้อย" มารบกวน

เปล่าครับ...หมอไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัย แต่เป็นการวินิจฉัยตัวเองตามหลัก "วิชาเกิน" ซึ่งเอามาใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ^^

ไม่แน่ใจว่า มีใครเคยเป็นอย่างผมบ้าง คือช่วงสองถึงสามทุ่มหลังมื้อเย็น, ระหว่างนั่งดู TV ผมก็จะผลอยหลับไปด้วยความเพลีย 

แต่แล้ว ก็จะมาตื่นอีกทีเอาตอนตีสอง-ตีสาม อยู่บ่อยๆ และมาหลับอีกทีตอนตีสี่ถึงตีห้า

...

รวมๆ แล้ว คืนหนึ่งๆ ผมก็ได้หลับประมาณ 6-7 ชั่วโมง อยู่เหมือนกันนะครับ...ซึ่งนับจำนวนชั่วโมงแล้ว ก็ต้องถือว่า "ไม่น้อย"

แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า "นอนเต็มอิ่ม" เพราะไม่ได้เป็นการ "หลับรวดเดียว" แบบชาวบ้านปกติเค้า

เมื่อวงจรแบบนี้ดำเนินไปแบบซ้ำซาก...ผมก็ยิ่งถลำลึกไปกับพฤติกรรมแย่ๆ ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินที่ไม่ดี เอาเสียเลย

...

ความจริงอาการของผมนั้น แก้ได้ง่ายนิดเดียว...แค่พยายามไม่ให้ตัวเองผลอยหลับช่วงหลังมื้อค่ำให้ได้...ก็แค่นั้นเองจริงๆ

ถ้าฝืนผ่านช่วงหนังตาหย่อนไปได้...ผมก็จะสามารถหลับรวดเดียวถึงเช้าได้อย่างชาวบ้านชาวช่อง ได้แน่นอน

พอมาย้อนคิดถึงชีวิตประจำวันบ้าง...มีมั๊ยนะ ที่เราผลอทำอะไรที่ไม่ควร ผิดเวลาหรือผิดจังหวะไป?

...

การผลอยหลับผิดเวลาของผม ก็เปรียบได้กับการเผลอไผลทำงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนนั่นเองครับ

ผลอยหลับ ก็ทำให้ไม่อาจหลับรวดเดียวถึงเช้าได้...เช่นเดียวกับที่ ทำงานมั่วซั่ว ก็ทำให้งานไม่เสร็จหรือไม่เรียบร้อยอย่างที่ควร

บ่อยครั้งเลย ที่การทำอะไรที่ผิดเวลาหรือผิดจังหวะของเรา มันส่งผลกระทบไปยังคนอื่นที่เกี่ยวข้อง...ทำให้งานของพวกเค้าล่าช้า หรือทำให้เค้าต่องานไม่ได้ ก็มี

ดังนั้น การทำงานตามขั้นตอนจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง...เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

นั่นเอง คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยึดถือ ว่าเราไม่อาจเปลี่ยนขั้นตอนตามใจตัวเอง โดยไม่ได้ปรึกษาคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีอำนาจตัดสินใจได้

...ไม่ว่าจะหลับผิดเวลา หรือทำงานผิดขั้นตอน ก็เป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง หากรู้ว่า มันจะทำให้คนอื่นโดนกระทบไปด้วยนะครับ...

#NoteToSelf: 

  • หาต้นตอของปัญหาให้เจอ เพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
  • ถ้าปัญหาในงานของเราไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น ก็ยังเป็นเรื่องที่ "พอรับได้"...ยังไงก็ตาม หากปล่อยปัญหาที่ว่าไว้ ไม่นานมันก็จะลุกลามไปยังงานของผู้อื่นแน่ๆ
  • หากพบว่า ขั้นตอนในการทำงานบางอย่าง สมควรได้รับการแก้ไข...ก็ควรหารือร่วมกับเจ้านายและทีมที่เกี่ยวข้อง เพราะการปรับเปลี่ยนขั้นตอนอาจไม่กระทบกับเรา แต่กระทบกับคนอื่น โดยที่เราอาจไม่รู้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...