Skip to main content

Post#2-300: เปิดประตูสู่ทางเลือก

Post#2-300:
ผ่านชีวิตมาจนวันนี้ ผมผ่านพบผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างความคิด พบเจอมามากมายจนนับจำนวนไม่ถ้วน

หนึ่งในประเด็นที่ผมมักจะพบในตัวของหลายๆ ท่านที่ผมพานพบ คือผมรู้สึกว่า เค้าไม่ค่อยรู้คุณค่าในตัวเอง...

หลายๆ คนไม่รู้ว่าเค้ามีศักยภาพอะไรในตัวบ้าง, หลายๆ คนไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่, หลายๆ คนไม่เคยรู้ข้อดีของตัวเอง, หลายๆ คนโดนเหยียบย่ำและตอกย้ำว่าเค้าไร้ความสามารถ และอีกหลายๆ คน กลัวเหลือเกินกับการออกจากพื้นที่คุ้นชิน

...

การออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ถือเป็นเรื่องที่ยากมากเรื่องหนึ่งในชีวิต ทำให้ตลอดชีวิตของใครหลายๆ คนไม่เคยเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองที่ตัวเองมีต่อเรื่องต่างๆ เลย...ซึ่งแน่นอนว่า ตราบเท่าที่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตย่อมไม่เปลี่ยน

ผมเองก็ไม่ใช่ Guru ทางความคิด จึงมิอาจเที่ยวสั่งสอนใครๆ ได้ ว่าจะเปลี่ยนวิธีคิดได้ยังไงบ้าง...ได้แต่นำเสนอแนวคิดให้ท่านผู้มีปัญญาได้คิดและวิเคราะห์ตามเท่านั้น

สุดท้ายจึงได้แต่หวังว่า คนที่สามารถออกจากกรอบความคิดเดิมที่เคยเป็น จะเป็นผู้ที่มีตรรกะที่แข็งแรงเพียงพอ มีวิจารณญาณที่ถึงพร้อม มีใจที่เปิดกว้างพอจะปรับเปลี่ยน และเมื่อมีทุกอย่างพร้อม ประตูสำหรับความเปลี่ยนแปลงจึงจะเปิดขึ้น

แม้ประตูจะเปิดขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงเสมอไปนะครับ เราเพียงแต่เปิดทางเลือกใหม่ๆ ให้ตัวเองเท่านั้นเอง

...

การที่เรายอมเปิดสมองและเปิดใจที่จะพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมีขึ้น จึงทำให้เรามีทางเลือก ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า เราพร้อมจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกันแน่?

แต่หากเราไม่เปิดสมองและเปิดใจ ก็แปลว่า คำตอบของเรามีเพียงหนึ่ง ก็คือ "ไม่เปลี่ยน" นั่นเอง

ดังนั้น หากต้องการออกจากกรอบเดิมๆ จริงๆ เราจึงจำเป็นต้องเริ่มคิดในมุมที่ต่างจากเดิมให้ได้ก่อน...เพราะถ้าไม่เปลี่ยนมุมคิด ก็แปลว่าประตูไปสู่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ยังไม่ได้เปิดขึ้น

เปรียบง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราไม่เปิดประตูก่อน แล้วเราจะเดินออกจากห้องเดิมได้ยังไง?

เมื่อเปิดประตูได้แล้ว ก่อนเดินออกจากห้อง ก็มองซ้ายมองขวาให้ดีก่อน ถ้าเห็นว่ายังไม่ปลอดภัย ก็แค่ปิดประตูแล้วอยู่ในห้องเดิมต่อไป ถ้าเห็นว่าคุ้มค่าน่าลอง ก็เดินเข้าไปห้องใหม่

แล้วถ้าอยู่ๆ ไป แล้วห้องใหม่อยู่ไม่สบายล่ะ?

ก็ถ้าเราพยายามแล้ว ยังปรับตัวให้ชอบห้องใหม่ไม่ได้ ก็หาประตูบานใหม่เปิดสิครับ ไม่ก็เปิดประตูบานเดิมที่เคยเข้ามา

วิธีคิดเป็นของเรา การตัดสินใจเป็นของเรา...เราฟังความเห็นของคนอื่นได้ แต่เราให้คนอื่นตัดสินใจแทนเราไม่ได้นะครับ

เหตุผลก็ง่ายๆ...เพราะชีวิตเป็นของเราครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...