Skip to main content

Post#2-304: Work-Life Balance

Post#2-304:
ให้บังเอิญว่าเช้านี้ผมออกจากบ้านสายกว่าปกติ ก็เลยมีโอกาสได้คุยกับนางฟ้าตัวน้อยของผม

เธอเดินมาหาพร้อมกับของขวัญทำมือชิ้นน่ารัก พร้อมกับบอกว่า นี่เป็นของขวัญที่เธอตั้งใจทำให้เพื่อแสดงความของคุณที่ผมทำงานหนักเพื่อเธอ

ผมรับของขวัญไว้ด้วยใจที่พองโตและน้ำตารื้นนิดๆ ได้แต่บอกลูกสาวว่า ผมขอบคุณและชอบของขวัญชิ้นนี้มากๆ

...

แน่นอนว่า ลูกสาวของผมคงไม่น่ารักได้แบบนี้ หากแม่ของเธอไม่ได้บอกเล่าและอธิบายว่า ที่ผมทำงานหนักจนไม่ค่อยได้เจอหน้าลูกสาวน่ะ เป็นเพราะอะไร

ผมจึงนับเป็นผู้ชายโชคดีที่มีหลังบ้านที่แสนจะเข้าใจ และมีแม่ที่ดูแลลูกได้เป็นอย่างดี จนผมไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องให้กังวลใจแต่อย่างใด

ที่เล่ามาไม่ได้จะมาอวยภรรยาหรืออวดลูกออกสื่อหรอกนะครับ เพียงแค่อยากจะยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนความจริงบางอย่างเท่านั้น

ความจริงที่ผมว่า ก็จะอารมณ์คล้ายๆ เพลงๆ หนึ่ง เนื้อร้องประมาณว่า "เธออาจมีร้อยเหตุผลที่เธอจะไป แต่ฉันมีเพียงเหตุผลเดียวจะให้เธออยู่..." พอคุ้นๆ มั๊ยครับ

แต่เนื้อความของผมนั้นคือ "เราอาจมีร้อยเหตุผลที่เราจะหยุดหรือทดท้อกับชีวิต แต่ขอแค่มีเหตุผลสำคัญข้อเดียวเท่านั้น มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้"

...

อุปสรรคนานัปการที่เราต้องฝ่าฟันในทุกๆ วัน ล้วนบั่นทอนกำลังใจ ฉุดให้เราอ่อนล้า โรยแรง และพร้อมที่จะยอมแพ้...อาจมีเป็นร้อยเรื่องพันเหตุอย่างที่ว่า

หากแต่ถ้าเราสามารถค้นหาเหตุผลสำคัญได้แม้เพียงข้อเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นพลังที่ผลักดันให้เราไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอย และพร้อมที่จะเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับคนอื่น เหตุผลสำคัญนั้น จะคืออะไรผมไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับผมและหลายๆ คนแล้ว... 

"ลูก" และ "ครอบครัว" นั่นเอง คือคำตอบสุดท้าย

...

สำเร็จในหน้าที่การงาน...แต่ล้มเหลวกับครอบครัว แน่ใจหรือเราเรียกผลลัพธ์แบบนี้ว่า ชีวิตที่แท้จริง?

แต่ล้มเหลวในหน้าที่การงาน...ย่อมยากที่จะดูแลครอบครัวให้มีความสุขได้

เราจึงต้องหาความและลงตัวให้กับงานและครอบครัวให้จงได้...คนที่ประสบความสำเร็จโดยแท้จริง จึงต้องเป็นคนที่จัดการทั้งสองเรื่องนี้ได้อย่างกลมกล่อมและสมดุลย์

หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "Work-Life Balance" นั่นเองครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...