Skip to main content

Post#2-301: ทำโดยไม่คิด vs คิดโดยไม่ทำ

Post#2-301:
เช้าวันนี้ผมเข้าไปส่อง Facebook ดู ก็เจอวาทะโดนใจที่เพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งมาโพสต์เอาไว้ครับ

อ่านดูแล้ว ต้องบอกว่า เป็นวาทะสรุปรวบยอดของสารพันปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเลยก็ว่าได้ เรียกว่าถ้า 1+1 เป็นมูลบทแห่งคณิตศาสตร์แล้วล่ะก็ วาทะนี้ก็สำคัญประมาณนั้นเลยครับ

วาทะนั้นว่าไว้แบบนี้ครับ...

"Most of the problems in life are because of 2 reasons: We act without thinking or We keep thinking without acting."

แปลว่า "ส่วนใหญ่แล้วปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต ก็เกิดจากเหตุผล 2 ข้อนั่นเอง: ไม่เราทำอะไรโดยไม่คิด ก็เรามัวแต่คิดแต่ไม่ลงมือทำ"

อ่านจบผมรู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าใส่กลางศีรษะเลยครับ เพราะโดนใจจริงๆ...

เออหนอ...บ่อยครั้งเราทำอะไรโดยขาดความยั้งคิด และบ่อยยิ่งกว่าที่มัวแต่คิดอยู่นั่นแล้ว แต่ไม่ลงมือทำซะที

...

ผมสรุปสั้นๆ เป็นว่า ไม่เราคิดน้อยไปก็คิดมากไปนั่นเองครับ เพราะทำโดยไม่คิด...ก็คือคิดน้อยไป และคิดโดยไม่ทำ...ก็คือคิดมากไป นั่นเอง

ทำโดยไม่คิด...ส่วนมากผลลัพธ์มักไม่ค่อยจะโสภา ส่งผลให้เราต้องมาคอยแก้ไขผลที่เกิดขึ้น

คิดโดยไม่ทำ...ส่วนมากก็ไม่ต่างจากการฝันเฟื่องคิดนั่น นู่น นี่ เต็มไปหมด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิด ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีอะไรเกิดเป็นรูปเป็นร่างเลยแม้แต่น้อย

พวกทำโดยไม่คิด มักมีคำพูดติดปากว่า "ก็ทำไปแล้ว จะให้ทำไง" ส่วนพวกคิดโดยไม่ทำ ก็มักมีคำพูดติดปากว่า "เชอะ ถ้าชั้นจะทำก็ทำได้"

...

หากโดยมากแล้ว เราทำโดยไม่ค่อยคิด ก็ต้องเตือนตัวเองให้คิดมากขึ้นก่อนจะลงมือทำอะไร เราควรต้องรู้ ว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมาจะเป็นยังไง

หากชีวิตที่ผ่านมา เราได้แต่คิดนั่น นู่น นี่ โดยไม่ได้ลงมือทำ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม เราก็ควรจะลุกขึ้นมาทำ หากวางแผนมาดีแล้ว ก็อย่าไปมัวกังวลกับผลลัพธ์ที่จะมีขึ้น

ทำโดยไม่คิด...ก็ไม่ต่างจากทำไปโดยไม่ได้กำหนดผลลัพธ์หรือเป้าหมาย ไม่สนกระบวนการ สักแต่ขอให้ได้ทำ

คิดโดยไม่ทำ...ก็เป็นพวกที่รู้เป้าหมาย แต่ไม่รู้ขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เท่าๆ กับที่ไม่รู้ว่าจะลงท้ายยังไง

ไม่ว่าจะทำโดยไม่คิด หรือคิดโดยไม่ทำ ก็ล้วนแล้วแต่ได้บทลงท้ายที่ไม่น่าชื่นชมทั้งนั้นเลยครับ...

ทำโดยไม่คิด...ก็มักจะได้ผลลัพธ์สุดห่วย และคิดโดยไม่ทำ...ก็จะได้แต่ความว่างเปล่าเป็นผลลัพธ์

ดังนั้น เราก็ต้องเตือนตัวเอง ให้คิดก่อนทำ แล้วก็ต้องลงมือทำหลังคิดด้วย

Cr: Facebook/English is Fun

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....