Skip to main content

Post#283: TGT คนพิการที่ไม่พิการ

Post#283:
ช่วงนี้รายการ TGT กลับมาประจำการแล้ว เพียงแค่สัปดาห์แรก ก็มีโชว์ที่ทำให้ผมเรียนรู้ได้มากมาย

ไม่แน่ใจว่ามีใครได้ดูเหมือนผมรึเปล่านะครับ แต่มีโชว์หนึ่งที่เป็นน้องๆ ที่พิการ ต้องนั่งวีลแชร์ออกมาแสดง เรียกน้ำตาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมในห้องส่งได้อย่างมาก กรรมการเองก็นั่งน้ำตาซึมเช่นกัน

เท่าที่ผมสัมผัสและประสบมา คนปกติอย่างเราๆ มักจะสั่นสะเทือนเสมอ เมื่อเห็นคนพิการหลายๆ ท่าน แสดงอะไรที่เกินเชื่อว่าเค้าทำได้ และความสั่นสะเทือนนี้ จะกลายเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราๆ ทั้งหลายๆ ค่อนข้างมหาศาล เพราะเราเกิดการเปรียบเทียบ การแสดงหลายๆ อย่าง แม้เราจะครบ 32 ก็ยังทำได้ยาก แต่คนพิการหลายๆ ท่าน ทำได้ดีกว่าคนปกติซะอีก

น้องท่านหนึ่งในทีม สรุปได้ดีมากครับ เค้าสรุปประมาณว่า "พวกผมอาจจะพิการแค่ร่างกาย แต่ใจพวกผมไม่ได้พิการ"

ฟังแล้วผมก็ได้แต่ทึ่งกับวิธีคิดของน้องเค้า ผมค่อนข้างมั่นใจ ว่าเค้าไม่ได้พูดเอาเท่ แต่เค้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เป็นความรู้สึกอันแรงกล้า และเป็นพลังผลักให้เค้าไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทางกายที่มี เรียกว่า ใจสู้ซะอย่าง อะไรก็ไม่กลัว ว่างั้น (ทำให้ผมซาบซึ้งกับความหมายของเพลง "ศรัทธา" ของหิน เหล็ก ไฟ ที่คุณสมศักดิ์ TGT กีต้าร์แขนเดียว เคยนำมาร้อง ได้ดีมากขึ้นจริงๆ ครับ)

แต่ที่ทำให้ผมเก็บมาคิด ไม่ได้มีเรื่องแรงบันดาลใจในการไม่ยอมแพ้ในชีวิตเท่านั้น

ผมไม่แน่ใจว่า คนส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนผมรึเปล่า แต่ทุกครั้งที่ผมพบเจอคนพิการ ความรู้สึกแรกที่ผมมี คือ "สงสารและเห็นใจ" แต่หลังจากดูโชว์นี้ และนั่งทบทวนต่อ ผมคิดว่า จริงๆ แล้ว คนพิการไม่ได้ต้องการ "ความสงสารและเห็นใจ" แต่น่าจะต้องการ "ความเข้าใจและแรงเชียร์" มากกว่า

อย่าเหมารวมว่า คนพิการทุกคนต้องก้มหน้ายอมแพ้ชะตากรรม เพราะคนมือเท้าดีที่ทำแบบนั้นก็มีอยู่ถมไป น้องๆ กลุ่มที่ว่า ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนี่ครับ ว่าคนพิการที่ใจไม่พิการเป็นยังไง

คนพิการที่สู้ชีวิต จึงสมควรได้รับความเข้าใจ การที่เค้าเคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัด เกิดจากข้อจำกัดทางกาย ถ้าเค้าจะช้านิดช้าหน่อย เราควรต้องเข้าใจ และที่สำคัญเราต้องเชียร์เค้าให้ลุกขึ้นสู้ชีวิต ไม่ใช่คอยประคองเค้าจนทำให้เค้าชินกับการรอความช่วยเหลือ เพราะไม่ว่าเราจะเป็นใครก็อยู่ช่วยเค้าตลอดชีวิตไม่ได้ เราจึงต้องเชียร์หรือส่งเสริมให้เค้าอยู่บนโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ผมเรียนรู้จากผู้ที่หัวใจไม่ยอมแพ้เหล่านี้ แล้วก็มั่นใจว่า วิธีคิดนี้ นำไปใช้สอนลูกสาว และลูกน้องได้ด้วยครับ


อ้อ! ออกตัวไว้ก่อน ว่าผมไม่ได้ค่าโฆษณาจาก TGT นะครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...