Skip to main content

Post#293: เรื่องไร้สาระที่แฝงสาระ

Post#293:
เมื่อคืนนี้ พาลูกน้องไปตะลุยท่องราตรีในกรุงจาการ์ต้ามาครับ ^^

สนุกดีหลังจากที่ไม่ได้ปล่อยแก่มานาน ไปโดนแท็กซี่หลอก ขับรถอ้อมเล่น เพื่อผลาญมิเตอร์ พาไปคลับที่ให้อารมณ์เดียวกับพัฒน์พงศ์ ไปถึงก็โดนชาร์จค่าเข้าก่อนเลย คนละ 75,000 รูเปีย (ประมาณ 200 บาท) แล้วก็ไปนั่ง ก็มีโชว์คล้ายๆ พัฒน์พงศ์อย่างที่ว่า สั่งเบียร์ไปหนึ่งเหยือก แพงอ่ะ (จ่ายไป 364,000 รูเปีย ก็เกือบๆ พันบาท)

พอเบื่อๆ ก็ไปกันต่อ เรียกแท็กซี่ ไม่มีมิเตอร์ ขับรถพาอ้อมนิดนึง (เมิงนึกว่ากรูไม่รู้ ^^) แล้วก็เรียกค่ารถแพงๆ แถมไม่มีแอร์อีก ไปถึงดิสโกเธค จ่ายค่าเข้าตามเคย คนละ 20,000 รูเปีย (ประมาณ 53 บาท) ด้านในมืดและเสียงดังมาก

อยู่ได้ไม่ถึง 20 นาที แล้วก็ต้องรีบเผ่น เพราะหนึ่งในทีมงานหันไปเห็นว่ามีใครบางคนกำลังพยายามใส่อะไรลงไปในเครื่องดื่ม เกรงจะไม่ปลอดภัย เลยชวนกันเผ่น สุดท้ายก็ไปเข้าซุปเปอร์ซื้อเบียร์และเสบียงไปต่อที่โรงแรม >_<"

ถึงโรงแรมเกือบตี 3 ผมก็นั่งคุยนั่งขำนั่งดื่มกับทีมงาน ไร้สาระกันเป็นหลัก จนกระทั่งตี 5 กว่าๆ ถึงจะแยกย้ายกันไปนอน ^^

ตลอดช่วงเวลาที่เฮฮาอยู่ด้วยกัน ก็ได้เห็นบางแง่บางมุม ได้เรียนรู้นิสัยใจคอแบบที่ไม่มีหน้ากาก (เพราะแอลกอฮอล์ช่วยละลายหน้ากากไปแล้ว) ทำให้หยั่งถึงใจของทีมงานได้ลึกซึ้งกว่าเดิม รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทีมได้เห็นบางมุมของเรา ที่แสดงออกในออฟฟิศไม่ได้ด้วย

บางครั้งการที่เราใช้เวลาไร้สาระอยู่กับทีมบ้าง กลับเป็นเรื่องที่มีสาระที่สุดเรื่องหนึ่ง ในการบริหารคน เพราะทีมของเราจะรู้สึกว่า นายของเค้าเข้าถึงได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของเค้า ไม่ใช่ดีลกันเฉพาะเรื่องงาน งาน และงาน

แม้ว่าเราจะเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่การไปอยู่กับทีมในเวลาแบบนี้ ก็เป็นการแสดงพลังทีมอย่างนึงครับ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า เราเป็นทีมเดียวกัน ถึงไหนถึงกัน ทำให้ระยะห่างลดลง ความผูกพันในทีมเพิ่มขึ้น

ใครที่มีลูกน้อง ลองหันกลับไปทบทวนดูครับ ว่ามีการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบนี้บ้างมั๊ย ถ้าไม่ ผมขอแนะนำครับ บรรยากาศของการพูดคุยเฮฮาไร้สาระแบบนี้ เป็นสิ่งที่จะสร้างแรงยึดเหนี่ยวและสายใยแห่งความผูกพัน แบบที่การมีปฏิสัมพันธ์ในออฟฟิศให้ไม่ได้

เรียกว่า เปิดเผยเนื้อแท้ให้กันและกันเห็นมากขึ้น น่าจะตรงคำอธิบายนี้เลยล่ะครับ

แต่ต้องประเมินด้วยครับ ว่าอารมณ์และบรรยากาศตอนนั้นๆ ลูกน้องอยากเป็นส่วนตัวกันเองรึเปล่า ถ้ารู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน ต้องรีบปลีกตัวออกมา ให้เค้าได้เม้าส์กันเองบ้าง นินทาเราบ้าง จะได้ผ่อนคลาย ^^

เอ...เล่าเรื่องท่องราตรีอยู่ดีๆ ทำไมวกมาเรื่องนี้ได้ ขออภัยครับ คนแก่อย่างผมก็เป็นซะอย่างนี้ -"-


ลาก่อนกรุงจาการ์ต้า จนกว่าจะพบกันใหม่ในอีกไม่ช้า...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...