Skip to main content

Post#16: การตัดสินใจหน้างาน

Post#16:
เวลาที่เกิดสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจฉับพลันทันที เราทำอย่างไร?

ประเด็นพิจารณาก็คือ
1.เราอยู่ในฐานะอะไร? (เราอยู่ในฐานะคนสั่งการ หรือเราอยู่ในฐานะคนปฏิบัติตามคำสั่ง)

2.เราอยู่ในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์หรือไม่ (เราอยู่ในพื้นที่ - ที่เราเรียกกันว่า "หน้างาน" หรือเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่)

3.คนสั่งการและผู้รับคำสั่ง อยู่ในพื้นที่พร้อมกันหรือไม่ (อยู่ด้วยกัน หรืออยู่คนละพื้นที่)

ถ้าเราเป็นผู้สั่งงานอยู่ที่หน้างานและผู้ปฏิบัติอยู่กับเรา ส่วนมากไม่เป็นปัญหา เพราะสื่อสารกันตรง

ส่วนใหญ่ ปัญหาจะเกิดจากประเด็นพิจารณาที่ 3 คือคนสั่งกับคนทำ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

แล้วจะยึดใครเป็นหลัก?

ตอบว่า ยึดคนที่อยู่หน้างานเป็นหลัก

ถามว่า ทำไม?

ก็เพราะผู้อยู่หน้างานเป็นผู้เห็นสถานการณ์จริง เราจึงต้องเชื่อผู้ที่อยู่หน้างาน คนที่ไม่อยู่หน้างาน ไม่น่าจะเข้าใจสภาพการณ์ดีกว่า แม้ว่าจะช่ำชองหรือเชี่ยวชาญพื้นที่สักเท่าไรก็ตาม

ปกติ ถ้านายเป็นผู้อยู่หน้างาน แล้วขอความช่วยเหลือจากลูกน้อง มักจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะมีปัญหาขึ้นมา มักเกิดจากลูกน้องตีความคำสั่งไปเอง เข้าใจไปเอง (น่าเสียดาย ที่ต้องบอกว่า ส่วนมากมักจะผิดเจตนารมณ์ของนาย)

กลับไปเจอกัน ก็เคลียร์กันยาว

ถ้าลูกน้องอยู่หน้างาน แล้วขอความช่วยเหลือจากนายบ้างล่ะ?

ส่วนใหญ่ สถานการณ์แบบนี้ มักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจที่ได้รับมากกว่าเรื่องอื่น

ดังนั้น ขอให้ลูกน้องเล่าสถานการณ์ให้ชัด จะขอให้ช่วยอะไร ขออนุมัติอะไร ก็ขอให้ตรงประเด็น

และถ้าจะให้ดี เสนอทางเลือกหน้างานให้นายช่วยตัดสินใจจะดีกว่า เพราะส่วนมาก มักจะเล่าแต่ปัญหา ไม่ได้เสนอแนวทางแก้ไข ทั้งๆ ที่อยู่หน้างาน ต้องรู้ดีที่สุด

สำหรับกรณีที่ติดต่อนายไม่ได้ และต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนที่หน้างาน ก็มีหลักพิจารณาง่ายๆ คือ

1.ถ้าอยู่ในกรอบความเสี่ยงและงบประมาณที่ผู้ตัดสินใจรับผิดชอบได้ ก็ทำเลย

2.ถ้าผู้ตัดสินใจ ไม่สามารถรับความเสี่ยงและงบประมาณที่อาจเกิดขึ้น (จากการเปลี่ยนแผนที่นายไม่ได้รับรู้ด้วย) ก็อย่าทำ หรือทำตามแผนเดิม (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์)

ถ้าถามว่า แล้วไว้ใจลูกน้องได้หรือ?

ตอบว่า ถ้าไม่ไว้ใจ เราส่งเค้าไปหน้างานทำไม?

ก็ขอให้โชคดีทั้งนายและลูกน้องก็แล้วกันครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...