Skip to main content

Post#4-111: แบกขยะไปทำไมกันหนอ?

Post#4-111:
สมมติว่าเราต้องเดินทางไกล โดยต้องหิ้วถุงขยะไปด้วย ซึ่งตลอดเส้นทางนี้ จะมีจุดทิ้งขยะอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือแถวๆ จุดเริ่มต้น กับอีกจุดหนึ่งอยู่แถวๆ ปลายทาง

ถามง่ายๆ ครับ ว่าเราจะเลือกทิ้งถุงขยะที่จุดไหน และเพราะอะไร?

ผมให้เวลาคิด 5 นาที พอมั๊ยครับ?

...

ส่วนตัวผมเชื่อว่า เกือบทุกคนเลือกที่จะทิ้งถุงขยะที่จุดแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า ก็เพราะขยะนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า ไม่รู้จะทนแบกถือไว้ทำไมเป็นนานสองนาน

ผมเองก็คิดแบบนี้...แต่ไม่แน่ใจว่า ผมได้ทำแบบนี้มาตลอด รึเปล่า?

เปล่าครับ...ผมไม่ได้กำลังจะยียวนอะไรเลย เพียงแต่กำลังทบทวนชีวิตอยู่ว่า บ่อยครั้งเราก็แบกความรู้สึกแย่ๆ ไว้กับชีวิตนานเกินความจำเป็นไปมั๊ยหนอ?

...

ความรู้สึกแย่ๆ ทั้งหลาย ก็ไม่ได้ต่างจากขยะ...นั่นคือ เราเองก็รู้ว่า มันไม่ดีต่อตัวเราเลย แต่เราก็ไม่อาจปลดหรือไม่ยอมทิ้งความรู้สึกแย่ๆ นี้ ไปเสียที

ถ้าเป็นแบบนี้ จะต่างอะไรกับการที่เราเลือกที่จะถือขยะไปด้วยตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เราเลือกที่จะทิ้งมันตั้งแต่จุดแรกได้

มันคงยาก ที่เราจะลืมหรือก้าวข้ามความรู้สึกแย่ๆ ที่ว่าไปได้ในทันที...แต่จะช้าหรือเร็ว เราย่อมต้องรู้สึกได้เองว่า ความรู้สึกแย่ๆ นั้น ไม่เป็นคุณต่อตัวเราเลย

ดังนั้น ถ้าคิดได้หรือปลงตกก่อน เราก็ย่อมไม่จำต้องแบกขยะไปไหนมาไหนด้วย ให้เมื่อยและเหม็นเสียเปล่าๆ ปลี้ๆ

...

ขยะเป็นสิ่งรกบ้าน ฉันใด...ความรู้สึกแย่ๆ ก็เป็นสิ่งรกใจ ฉันนั้น

ในเมื่อรู้ว่าขยะเป็นสิ่งเน่าเหม็น ไม่สมควรแบกไปไหนต่อไหน ทิ้งได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี...

แต่ทำไมคนเราส่วนใหญ่ถึงยังเลือกจะแบก "ขยะในใจ" ไปไหนต่อไหนด้วยทุกที่ กันหนอ?

...

กระนั้น เราก็จำต้องเตือนตัวเองด้วยครับ ว่า ขยะนั้น ทิ้งแล้วทิ้งเลย แต่ขยะในใจนั้น ต้องทิ้งด้วยหัวใจ ไม่ใช่ทิ้งด้วยสมอง

ทิ้งด้วยสมองนั้น หมายถึง เราหลอกตัวเองว่า ไม่ให้คิดถึง ลืมๆ มันไป...แต่เมื่อไหร่ที่จิตอ่อน เราก็จะกลับไปเก็บขยะที่ว่า มาใส่ใจอีก

ส่วนการทิ้งด้วยหัวใจนั้น หมายถึง เราต้องพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ ว่าความรู้สึกนั้นๆ เป็นขยะหัวใจ ไม่ควรให้ความสำคัญใดๆ...แล้วเมื่อนั้น ต่อให้เกิดขยะในหัวใจกี่ครั้ง เราก็จะสามารถทิ้งมันไปได้โดยไว

การทิ้งด้วยหัวใจ จึงมิใช่การสั่งใจให้ต้องลืม...หากแต่เป็นการ "สอนใจ" ว่า ต่อให้ใจแส่ส่ายไปคิดถึงขยะนั้นๆ อีก เราก็จะไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจมากมายนัก

...รู้ว่า ขยะเหม็น ก็อย่าไปดม...รู้ว่าทุกข์หนอ ก็อย่าไปตอแย อย่าไปใส่ใจ และเข้าใจธรรมชาติของทุกข์...

#ขึ้นชื่อว่าขยะไฉนจะเป็นสิ่งดี #อยากลืมกลับจำ #เข้าใจจึงปล่อยวาง #ธรรมชาติของทุกข์ก็ไม่พ้นไตรลักษณ์

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...