Skip to main content

Post#4-105: วางแผนเที่ยว

Post#4-105:
ไม่ทราบว่า จะมีใครเป็นเหมือนผมบ้างรึเปล่านะครับ?...คือ ผมมีหนึ่งในวิธีแก้เบื่อและสร้างความตื่นเต้น ด้วยการ "วางแผนไปเที่ยว" นั่นเอง

โดยเฉพาะเมื่อต้องวางแผนไปเที่ยวในที่ๆ ไม่เคยไปเยือนมาก่อน ยิ่งทำให้หัวใจเต้นแรงและสมองปั่นเป็นพิเศษ

จะว่าไป การวางแผนเที่ยวนี้ ผมถือว่าเป็น Breakthrough Thinking สำหรับการก้าวออกจาก Comfort Zone เลย ก็ว่าได้ครับ

...

ตามปกติแล้ว คนเรามักจะไม่กล้าออกจาก Comfort Zone เพราะกลัวอันตราย...ทั้งที่ ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำ ว่าอันตรายที่กลัวอยู่นั้น คืออะไรกันแน่?

รู้แต่ว่า ต้องกลัวเอาไว้ก่อน...ก็คนมันไม่เคยนี่นา, ก็คนมันไม่ชินน่ะเนอะ, ก็เดิมๆ ก็ดีอยู่แล้ว, ฯลฯ...ก็ว่ากันไป

แต่เมื่อเป็นเรื่องไปเที่ยว...แม้จะไม่รู้ว่า ที่ๆ จะไปเที่ยวนั้นเป็นยังไง แต่อย่างมากเราก็จะแค่เกร็งๆ และตื่นเต้นแบบบอกไม่ถูก

...ที่เราไม่กลัว ก็เพราะเรามีภาพในหัว ว่าไปเที่ยวเป็นเรื่องสนุกนั่นเองครับ

...

ถ้าเราลองตรองดูให้ดี ก็จะพบว่า หากเราปรับวิธีคิดที่มีต่อ "อะไรที่เราไม่คุ้นเคย" ได้...ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ใหม่ หรือไปทำงานที่ใหม่ หรือไม่ว่าจะทำอะไรใหม่ๆ...มันก็ไม่ต่างกันเลย

แปลว่า ถ้าเราคิดดีแล้ว ว่าควรเปลี่ยนงาน เราจึงควรต้องมุ่งไปที่ความท้าทายที่เราจะไปเจอ ไม่ใช่มุ่งไปที่ปัญหาที่เราจะต้องเจอ

มั่นใจหน่อยครับ เรามีดีขนาดมีคนมาชวนเปลี่ยนงาน หรือมีดีขนาดที่ใหม่รับเข้าทำงานแล้ว...ยังมีอะไรต้องกลัวอีก?

คิดให้เหมือนวางแผนไปเที่ยวสิครับ...และแม้ว่าจะพลาด ก็ใช่ว่าโลกจะแตกต่อหน้าเสียเมื่อไหร่?

...

สำหรับผมแล้ว...การไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป...จึงถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะขาดไปเสียมิได้

ได้มีโอกาสให้ตัวเราได้ออกจาก Comfort Zone ด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขแบบนี้...ไม่ทำก็แย่แล้วล่ะครับ ^^

ก่อนไปเที่ยว เราก็คิดว่าวางแผนไว้ได้ดีแล้ว แต่ถึงคราวไปจริงๆ ผมก็รับรองได้ว่า อะไรต่อมิอะไรที่วางแผนไว้นั้น มันก็ไม่อาจออกมาแบบเป๊ะๆ 100% ได้

จึงกลายเป็นว่า เราได้ฝึกวางแผน และได้ฝึกปรับแก้แผนไปด้วยเลยในคราวเดียว

และบ่อยครั้ง เราก็อาจจะได้ค้นพบว่า แผนที่ปรับแก้ใหม่นั้น ออกมาดีกว่าแผนเดิมที่วางไว้ ก็เป็นได้

ดังนั้น จะวางแผนเที่ยว, วางแผนทำงาน หรือวางแผนชีวิต มันจึงมีหลักการไม่ต่างกัน

...พร้อมจะปรับมุมมองใหม่ ใส่ความรู้สึกตื่นเต้นลงไปแทนความกลัว รึยังครับ?...ถ้าพร้อมแล้ว ก็ลุยเลยครับ!...

#ไม่ลองก็ไม่รู้ #วางแผนให้ดีแล้วก็ลุย #จะกลัวไปใยถ้าพลาดก็เริ่มใหม่ #แผนพลาดก็ปรับกันไป #นี่แหละชีวิตที่แท้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...